กีฬารักบี้ กีฬาของชายแท้ ที่ใช้กำลังและร่างกายอย่างมาก

กีฬารักบี้

กีฬารักบี้ หัวแตก ข้อมือข้อเท้าพลิก กล้ามเนื้อฉีก เลือดตกยางออก กระดูกหัก ฯลฯ นี่คืออาการบาดเจ็บที่ผู้เล่นมีโอกาสเผชิญ หากเลือกที่จะลงสนามสู่การแข่งกันกีฬา ‘รักบี้ฟุตบอล’ หรือ ‘รักบี้’ หนึ่งในกีฬาที่มีการปะทะกันแบบถึงเนื้อถึงตัวในเกม โดยไม่ได้สวมเครื่องป้องกันที่แน่นหนาแบบอเมริกันฟุตบอล

‘Ruffian’s game played by gentlemen.’ หรือ ‘เกมของนักเลงที่เล่นโดยสุภาพบุรุษ’ คือคำจำกัดความที่คนอังกฤษสมัยก่อนนิยามถึงกีฬารักบี้ ด้วยลักษณะการเล่นที่ดูโหด มีการเข้าสกรัม เข้าแทกเกิลกันตลอด ทุ่มเทกันสุดตัวทั้งสองทีมเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการนำลูกเข้าไปวางทรัยที่เขตประตูฝั่งตรงข้ามให้ได้ เตะเปลี่ยนเข้าไป และคว้าชัยในที่สุด

     ฟังดูรุนแรง แต่ที่จริงแล้วรักบี้คือหนึ่งในการแข่งขันที่สะท้อนความมีน้ำใจนักกีฬามากที่สุด และการเล่นนอกเกมเป็นสิ่งที่ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ในกีฬาชนิดนี้ รวมถึงเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทั้งสมอง ทีมเวิร์ก และกลยุทธ์ในการเล่นอย่างมากมาย

กีฬารักบี้ Rugby Tackle Rules

     กติการักบี้ที่หลายคนน่าจะอยากรู้มากที่สุดคือการแทกเกิล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดกฎกติกาให้แน่ชัด เพื่อความปลอดภัยและความเข้าใจร่วมกัน

  สำหรับผู้เล่นที่ทำการแทกเกิล ต้องไม่แทกเกิลสูงกว่าแนวไหล่ คอ และศีรษะ หรือก่อให้เกิดอันตราย โดยเอาส่วนที่หนาที่สุดเข้าปะทะ เช่น ไหล่ หรือลำตัวด้านข้าง, ต้องไม่แทกเกิลผู้เล่นที่กระโดดลอยตัวบนอากาศ, เมื่อผู้เล่นที่ถือลูกถูกเราแทกเกิลล้มลง ต้องปล่อยผู้เล่นคนนั้นทันที จากนั้นต้องลุกขึ้นหรือเคลื่อนตัวออกห่างจากผู้ถูกแทกเกิล และต้องลุกขึ้นยืนก่อนจึงจะสามารถเล่นลูกได้

     ส่วนผู้ถูกแทกเกิล หลังจากโดนแทกเกิลต้องพยายามปล่อยลูก เคลื่อนตัวออกจากลูก หรือส่งลูกเพื่อดำเนินการเล่นต่อไป ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ จะต้องอยู่ข้างหลังแนวเท้าของผู้แทกเกิลเมื่อต้องการเล่นลูก และไม่ล้มทับผู้ถูกแทกเกิล หรือผู้ที่นอนอยู่บนพื้นสนามหลังจากการแทกเกิล

     แน่นอนว่าผู้เล่นที่ทำผิดกติกา หรือจงใจทำร้ายคู่แข่งจะโดนลงโทษถึงขั้นโดนไล่ออกจากสนาม และทีมเองก็ต้องเสียลูกโทษไปตามระเบียบ

     แต่สิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในกติกาก็คือ ‘ความซื่อสัตย์’ และ ‘น้ำใจนักกีฬา’ ที่ชาวรักบี้สืบทอดกันมา จะเห็นได้ว่าแทบไม่มีการตบตาผู้ตัดสิน ไม่มีเล่นแง่แกล้งบาดเจ็บหรือถ่วงเวลา เจ็บก็เจ็บจริง ถ้าไหวก็ลุยต่อ แม้ในเกมจะสู้กันราวกับวันสุดท้าย พอสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาทุกคนก็จะเปลี่ยนจากการเป็นคู่แข่งสู่การเป็นเพื่อนพี่น้องกัน ทีมที่ชนะก็จะให้เกียรติและให้กำลังใจทีมที่แพ้เสมอ ไม่มีเย้ยหยันกัน

Rugby Football’ VS ‘Association Football’

     จุดกำเนิดของรักบี้นั้นเกิดจากการทำผิดกติกากีฬาฟุตบอล เหมือนเป็นการ ‘เอาฮา’ แต่ทว่ากลับกลายเป็น ‘เอาจริง’ ในเวลาต่อมา

     ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ. 1823 ที่ประเทศอังกฤษ มีการแข่งขันฟุตบอลระดับโรงเรียนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือในแมตช์ที่ฟาดแข้งกันที่โรงเรียนรักบี้ (Rugby School) ในเมืองรักบี้ เขตวอร์วิคก์เชียร์ จู่ๆ วิลเลียม เว็บบ์ เอลลิส (William Webb Ellis) ที่เป็นผู้เล่นในตำแหน่งที่ไม่ใช่ผู้รักษาประตู ก็ทำแฮนด์บอลสุดฮือฮาด้วยการหยิบลูกบอลมาอุ้มไว้ ก่อนวิ่งหลบผู้เล่นฝั่งตรงข้ามไปยังประตูอีกฝั่งหนึ่งแบบหน้าตาเฉย ทำเอาทั้งสนามทั้งอึ้งทั้งขำในเวลาเดียวกัน

     วีรกรรมนี้ของเอลลิสกลายเป็นที่โจษจันไปทั่ว และมีคนนำวิธีการเล่นแบบนี้ไปเล่นต่อแบบเป็นเรื่องเป็นราว และเรียกกันว่า ‘รักบี้สกูลฟุตบอล’ (Rugby School Football) หรือ ‘รักบี้ฟุตบอล’ (Rugby Football) ด้านนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษอย่างเคมบริดจ์ ก็นำไปจัดแข่งขันกันอย่างจริงจังและตั้งชื่อว่า ‘รักบี้เกมส์’ (Rugby Games)

     จากนั้นรักบี้ฟุตบอลก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนมีการร่างกฎกติกาขึ้นมาในปี ค.ศ. 1845 ซึ่งการเติบโตของรักบี้ฟุตบอลย่อมส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลในตอนนั้นไม่น้อย ด้วยกติกาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แถมยังมีชื่อคล้ายๆ กัน ทำให้ต้องมีการจัดระเบียบกีฬาทั้งสองชนิดนี้กันหน่อย

     โดยในปี ค.ศ. 1863 สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (The Football Association : FA) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันของสโมสรฟุตบอลในกรุงลอนดอนและตัวแทนของทีมระดับนักเรียนนักศึกษา เพื่อมาร่างกฎกติกาของฟุตบอลขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในตอนนั้นเอฟเอได้ตั้งชื่อกีฬาฟุตบอลว่า ‘เดอะ ฟุตบอล แอสโซซิเอชั่น’ (The Football Association : FA) เพื่อป้องกันความสับสนระหว่างฟุตบอลและรักบี้

     ขณะที่ทีมรักบี้ 25 สโมสร ก็ได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาพันธ์รักบี้ฟุตบอล (The Rugby Football Union : RFU หรือสมาคมรักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศอังกฤษในปัจจุบัน) ขึ้นในปี ค.ศ. 1871 เพื่อร่างกติการักบี้อย่างเป็นทางการ และแยกขาดจากฟุตบอลโดยสิ้นเชิง โดยต่อมารักบี้ได้กลายเป็นหนึ่งในกีฬาสำคัญที่ช่วยปลูกฝังความเป็นสุภาพบุรุษและเสริมสร้างทัศนคติแห่งความยุติธรรมในการแข่งขัน (Fair Play) ในหลายสถาบันการศึกษาของอังกฤษและทั่วโลก

200th Anniversary of the ‘Invention’

     มาถึงในปัจจุบัน รักบี้มีการพัฒนาการแข่งขันมาไกลมาก มีทั้งรักบี้ (15 คน) และรักบี้ 7 คน ถูกบรรจุอยู่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกด้วย โดยในโตเกียวเกมส์ 2020 ที่เลื่อนมาจัดการแข่งขันในปีนี้ (2021) เราก็จะได้เห็นรักบี้เป็นหนึ่งในกีฬาชิงเหรียญรางวัลด้วย

     ส่วนทีมแชมป์โลกในขณะนี้คือ ‘สปริงบอกส์’ แอฟริกาใต้ ที่เอาชนะทีมชาติอังกฤษในรอบชิงชนะเลิศรักบี้ชิงแชมป์โลก ‘เวิลด์คัพ 2019’ ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ นับเป็นการคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ของพวกเขา ทาบสถิติของยอดทีมที่น่าเกรงขามอย่าง ‘ออลล์แบล็กส์’ นิวซีแลนด์ ที่ได้อันดับ 3 ครั้งที่แล้ว

     สำหรับรักบี้เวิลด์คัพ 2023 ที่เตรียมจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสในอีกสองปีข้างหน้า จะถือเป็นการเฉลิมฉลองครบ 200 ปีที่วิลเลียม เว็บบ์ เอลลิส อุ้มลูกฟุตบอลวิ่งฝ่าผู้เล่นฝั่งตรงข้ามไปทำประตูเป็นครั้งแรกจนเกิดเป็นปฐมบทแห่งรักบี้ไปในตัว โดยเป็นการชิงชัยของ 20 ชาติ เพื่อหาแชมป์ที่จะได้ชูถ้วย ‘เว็บบ์ เอลลิส’ อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเรามองโลกในแง่ดีว่าในตอนนั้นทั่วโลกคงจะควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้สำเร็จแล้ว

     ขณะที่ในระดับสโมร หากต้องการเสพความมันของการห้ำหั่นกันของทีมระดับแถวหน้า ต้องติดตามดูรายการใหญ่อย่างซูเปอร์รักบี้ (Super Rugby), พรีเมียร์ชิป อังกฤษ (Premiership), ท็อปลีก ญี่ปุ่น (Top League), ท็อปโฟร์ตี้ ฝรั่งเศส (Top 14), เคอร์รี คัป แอฟริกาใต้ (Currie Cup), โปรโฟร์ทีน (Pro14) และไมเตอร์เทน คัป นิวซีแลนด์ (Mitre 10 Cup) รวมถึงเมเจอร์ลีก รักบี้ (Major League Rugby) ของชาติที่มีกีฬาฮิตอย่างอเมริกันฟุตบอล ก็มีลีกรักบี้ให้เชียร์กันมันหยด

     แม้รักบี้จะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับกีฬามหาชนอย่างฟุตบอล แต่ก็ถือว่าติดท็อปเท็นกีฬาโลกที่มีผู้ชมมากที่สุดเช่นกัน และเป็นกีฬาที่สอนให้เราเข้าใจถึงความเป็น ‘สุภาพมนุษย์’ ในทุกเพศทุกวัย โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงกีฬาที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง มันสมอง การทำงานเป็นทีม การปรับตัว และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งมนุษยชาตินั้นดำรงเผ่าพันธุ์มาได้ก็เพราะสิ่งเหล่านี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *